พรรณไม้ ที่มีชื่อเสียงของภูกระดึง

* ต้นเมเปิล ก่วมแดง หรือ ไฟเดือนห้า เป็นพรรณไม้ ที่มีชื่อเสียงที่สุด ของภูกระดึง จะแดงสดในฤดูหนาว (ราวๆ เดือนธันวาคม) เจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ แนะนำว่าถ้านักท่องเที่ยว ต้องการเห็นเมเปิ้ลสีแดงสดจริงๆ ควรโทรมาสอบถามที่อุทยานฯ ก่อน
* ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง พบได้เป็นดงในบริเวณใกล้ผานาน้อยจนถึงผาแดง
* ดอกกระเจียว ทุ่งดอกกระเจียว พบได้ในบริเวณใกล้ผาเหยียบเมฆ จนถึง ผาแดง โดยปกติดอกกระเจียว จะออกดอกสวยงาม ในช่วงเดือนเมษายน โดยในเดือนพฤษภาคมก็จะยังพบดอกกระเจียว บานอยู่ แต่ว่าอาจจะถูกแมลงและสัตว์ต่างๆ กัดกินดอกและใบของมันไปบ้าง
* ต้นสนสองใบ และ ต้นสนสามใบ

สัตว์ป่า ที่สามารถพบได้บนภูกระดึง

* กวาง นักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปยังยอดเขาภูกระดึง จะได้พบกับกวางแน่นอน เนื่องจากมีกลุ่มกวางจำนวนหนึ่ง ที่เจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ ได้เลี้ยงเอาไว้ ทำให้กวางกลุ่มนี้ ไม่หนีคน กวางตัวแรก ที่เจ้าหน้าที่ได้เลี้ยงเอาไว้ชื่อ คำหล้า เป็นกวางตัวเมีย ตัวที่สองเป็นตัวผู้ชื่อ คัมภีร์
* ทาก สัตว์ตัวเล็กๆ ที่เรียกว่า ทาก นี้มีชื่อเสียง ไม่แพ้สัตว์ใหญ่ ตัวอื่นๆ เนื่องจากมักเป็นที่หวาดกลัว ของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก (โดยมากเป็นเพราะนักท่องเที่ยว รู้สึกขยะแขยงสัตว์ชนิดนี้ เนื่องจากเป็นสัตว์ที่กินเลือด ของสิ่งที่มีชีวิตด้วยกัน) ทากบนภูกระดึง จะพบมากในฤดูฝน และมีมากในบริเวณที่พักอาศัย เส้นทางน้ำตก และบริเวณป่าปิด เจ้าหน้าที่บางท่าน เล่าว่าทากบนภูกระดึง เป็นคนละประเภทกับทากที่ อุทยานแห่งชาติเขาหลวง ที่มีขนาดใหญ่กว่า สามารถเกาะตามกิ่งไม้สูง และ พุ่งกระโดดไปเกาะยังสัตว์เลือดอุ่นได้อย่างรวดเร็ว ทากที่กระโดดได้นี้จะมีสีเขียว และเรียกว่า “ทากตอง”
* ช้าง
* ปูภูเขา
* สุนัขป่า เดิมจะอยู่ในส่วนป่าสน ด้านบน หากินกันเป็นฝูงใหญ่ แต่ปัจจุบันเข้ามาหากินใกล้บริเวณ ที่ทำการมากขึ้น สามารถพบเห็นได้บริเวณร้านค้าที่ทำการด้วย
* หมูป่า เคยพบตัวในบริเวณป่าปิดสอง แต่ปัจจุบันมีกระจายอยู่ทั่วไป แม้ในส่วนที่มีคนท่องเที่ยวด้วย

เส้นทางท่องเที่ยวบนยอดเขาภูกระดึง

เส้นทางท่องเที่ยว บนยอดเขา ภูกระดึง แบ่งออกได้เป็น สองส่วนใหญ่ๆ คือ บริเวณท่องเที่ยวปกติ และ บริเวณป่าปิด โดยบริเวณแหล่งท่องเที่ยวปกติ ก็จะแบ่งได้เป็นสองเส้นทางคือ เส้นทางน้ำตก และ เส้นทางเลียบผา ส่วนบริเวณป่าปิดก็จะแบ่งได้เป็น เส้นทาง น้ำตกขุนพอง และ เส้นทางผาส่องโลก

จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว บนยอดเขา นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปยัง เส้นทางเลียบผา โดยมีผาต่างๆ ที่มีชื่อเสียงดังนี้

* ผานกแอ่น อยู่ทางทิศตะวันออก ห่างจากศูนย์ให้บริการนักท่องเที่ยว ประมาณ 1.1 กิโลเมตร เป็นสถานที่สำคัญ ที่นักท่องเที่ยว มักเตรียมตัวมาดูพระอาทิตย์ขึ้น ในยามเช้า ในฤดูหนาว และฤดูฝน นักท่องเที่ยว อาจได้พบกับทะเลหมอกที่นี่
* ผาหมากดูก อยู่ทางทิศตะวันตก ห่างจากศูนย์ให้บริการนักท่องเที่ยว ประมาณ 2 กิโลเมตร นักท่องเที่ยว ที่ไม่มีเวลามากนัก มักตัดสินใจ ดูพระอาทิตย์ตกดิน ที่นี่ เนื่องจากระยะทางไม่ไกลจากที่พักมาก
* ผาจำศีล อยู่ถัดจากผาหมากดูก เป็นระยะทางประมาณ 600 เมตร
* ผานาน้อย อยู่ถัดจากผาจำศีล เป็นระยะทางประมาณ 600 เมตร
* ผาเหยียบเมฆ อยู่ถัดจากผานาน้อย เป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร
* ผาแดง อยู่ถัดจากผาเหยียบเมฆ เป็นระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร
* ผาหล่มสัก อยู่ถัดจากผาแดง เป็นระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร อยู่สุดริมภูกระดึง ทางทิศตะวันตก นักท่องเที่ยวส่วนมาก ต่างรอคอยเฝ้าดูพระอาทิตย์ตกดิน ยามอัสดง ที่ผาแห่งนี้ เมื่อมองออกไปจาก ผาหล่มสัก จะสามารถมองเห็นภูผาจิต องอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ในภูเขาฝั่งตรงข้าม

เขต ป่าปิด 1 (เส้นทางน้ำตกขุนพอง)

เขต ป่าปิด 2 (เส้นทางผาส่องโลก)

เส้นทางขึ้นภูกระดึง

เส้นทางขึ้นทางอำเภอภูกระดึง

เป็นเส้นทางเก่าแก่และได้รับความนิยมมากที่สุด นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นเขาในเส้นทางนี้ได้ที่อำเภอภูกระดึง ณ ที่ทำการอุทยาน ในเส้นทางขึ้นจะมีบริเวณที่พักหลายช่วง โดยแต่ละช่วงจะเรียกว่า ซำ ซึ่งหมายถึงบริเวณที่มีน้ำขัง มักเป็นแหล่งที่มีสัตว์ป่ามาพักกินน้ำ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะต้องผ่านทั้งหมด 7 ซำ ไล่ตามความสูง จากน้อยไปมากได้ดังนี้

* ซำแฮก คำว่า แฮก นักท่องเที่ยวทั่วไปมักล้อเลียนว่ามีความหมายถึงอาการหอบ (ซึ่งคนเรามักจะออกเสียง แฮกๆ) แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำว่า แฮก นี้หมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในภาษาท้องถิ่น. ระยะทางที่ต้องเดินจากที่ทำการไปยังซำแฮกยาวประมาณ 1 กิโลเมตร
* ซำบอน หมายถึงบริเวณที่ต้นบอนขึ้นอยู่มาก ระยะทางที่ต้องเดินจากซำแฮกไปยังซำบอนยาวประมาณ 700 เมตร
* ซำกกกอก หมายถึงบริเวณที่ต้นมะกอกขึ้นอยู่มาก ระยะทางที่ต้องเดินจากซำบอนไปยังซำกกกอกยาวประมาณ 360 เมตร
* ซำกกหว้า หมายถึงบริเวณที่ต้นหว้าขึ้นอยู่มาก ระยะทางที่ต้องเดินจากซำกกกอกไปยังซำกกหว้ายาวประมาณ 880 เมตร
* ซำกกไผ่ หมายถึงบริเวณที่ต้นไผ่ขึ้นอยู่มาก ระยะทางที่ต้องเดินจากซำกกหว้าไปยังซำกกไผ่ยาวประมาณ 580 เมตร
* ซำกกโดน หมายถึงบริเวณที่ ต้นกระโดน ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นทางอีสานขึ้นอยู่ ระยะทางที่ต้องเดินจากซำกกไผ่ไปยังซำกกโดนยาวประมาณ 300 เมตร
* ซำแคร่ ระยะทางที่ต้องเดินจากซำกกโดนไปยังซำแคร่ยาวประมาณ 588 เมตร

ผานกเค้า สถานที่แวะพักผ่อนที่สำคัญ ก่อนถึง อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

โดยนักท่องเที่ยว จะต้องเริ่มจาก ที่ทำการ ไปยัง ซำแฮก และเดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง ซำแคร่ ในแต่ละซำ จะมีร้านค้า คอยให้บริการนักท่องเที่ยวเพื่อพักรับประทานอาหาร หรือ เครื่องดื่ม และห้องน้ำ โดยหลังจาก ซำแคร่ ซึ่งเป็นซำสุดท้าย นักท่องเที่ยว ก็ต้องขึ้นไปอีกประมาณ 1020 เมตร เพื่อเข้าสู่ยอดเขา ในส่วนที่เรียกกันว่า หลังแป ทางที่จะขึ้นไปยัง ซำแฮก และ หลังแป จะเป็นเส้นทางที่มีความชันมากที่สุด  หลังจากขึ้นถึงหลังแป , นักท่องเที่ยวต้องเดินทางราบอีกประมาณ 3.6 กิโลเมตร เพื่อไปยัง ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว บนยอดเขา เพื่อ ตั้งเต๊นท์ หรือ ที่พักอาศัยอื่นๆ ณ จุดยอดเขานี้ นักท่องเที่ยวจะสังเกตเห็นป่าสน มากมายเรียงรายกันตลอดทาง

เส้นทางขึ้นทางอำเภอน้ำหนาว

นักท่องเที่ยว สามารถเดินทางขึ้นไปยัง ยอดเขาภูกระดึง ได้ที่บ้านฟองใต้ อำเภอน้ำหนาว ซึ่งเป็นเส้นทางขึ้นเขา เส้นทางใหม่ โดยจะขึ้นไปที่ ผาหล่มสัก โดยตรง เส้นทางขึ้นใหม่ที่น้ำหนาวนี้ในปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2548) ยังไม่มีร้านค้าให้หยุดพักผ่อนระหว่างทางเหมือนเส้นทางแรก

การเดินทางไปภูกระดึง

ทางรถยนต์ส่วนตัว

การเดินทางเริ่มจากกรุงเทพ ผ่านจังหวัดสระบุรี สีคิ้ว เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านจังหวัดชัยภูมิ ภูเขียว แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 12 ผ่านอำเภอชุมแพ จากนั้นเลี้ยวขวาใช้ทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอุทยานแห่งชาติภูผาม่านและตำบลผานกเค้า เข้าสู่อุทยานฯ

ทางรถทัวร์

เส้นทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่ลง ณ ผานกเค้า แล้วต่อรถสองแถวเพื่อเดินทางไปยังที่ทำ การอุทยาน โดยจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที

* รถทัวร์สายกรุงเทพ – เมืองเลย มีบริษัทให้บริการได้แก่บริษัท ขนส่งจำกัด แอร์เมืองเลย ภูกระดึงทัวร์ ขอนแก่นทัวร์ ศิขรินทร์ทัวร์ และชุมแพทัวร์
* รถโดยสารระหว่างจังหวัด ที่ผ่านอำเภอภูกระดึงคือ สายขอนแก่น – เมืองเลย และบริษัทนครชัยขนส่ง สาย เลย -พัทยา – ระยอง และ สายนครราชสีมา – เชียงคาน

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ตั้งอยู่ที่อำเภอภูกระดึงในจังหวัดเลย เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศไทย ในแต่ละปีมีคนมาเที่ยวเฉลี่ยหลายหมื่นคน. ภูกระดึงได้รับการจัดตั้งเป็นป่าสงวนแห่งชาติใน ปี พ.ศ. 2486 และเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2502 โดยเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่สอง ถัดจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

อุทยาน ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ครอบคลุมพื้นที่ 348.12 ตารางกิโลเมตร (217,575 ไร่) ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาหินทรายยอดตัด โดยมีที่ราบบนยอดภูกระดึง ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร (37,500 ไร่) มีความสูงอยู่ระหว่าง 400-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล จุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย มีความสูง 1,316 เมตร

ภูกระดึง มีธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวประทับใจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ความสวยงามของการชมทิวทัศน์มาจากที่ราบสูง เช่น การชมพระอาทิตย์อัสดงที่ ผาหล่มสัก, การสำรวจพรรณไม้นานาชนิด เช่น ไฟเดือนห้าที่แดงสด และดงป่าสนอันกว้างใหญ่, หรือธรรมชาติชนิดอื่น ๆ เช่น การชมน้ำตกที่ น้ำตกขุนพอง เป็นต้น. ในช่วงวันหยุดยาว มักมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปพักผ่อนบน ภูกระดึง ราวหนึ่งหมื่นคน โดยส่วนใหญ่ นักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มจะสามารถแบ่งการเที่ยว ตามเวลาที่มีได้ เช่น หากมี 4 วันที่ ภูกระดึง คือเดินทางขึ้น 1 วัน ท่องน้ำตก 1 วัน เลียบผา 1 วัน ลง 1 วัน หากมี 3 วันก็เดินทางขึ้น 1 วัน เที่ยว 1 วัน ลง 1 วัน โดยเลือกท่องเที่ยวได้ หากมีสุขภาพที่ดีพอ ก็สามารถเดินเที่ยวเส้นน้ำตก พร้อมกับเส้นหน้าผาได้ภายใน วันเดียว แต่จะไม่เหมาะกับผู้มีสุขภาพไม่ดีนัก

ประวัติความเป็นมา

คำว่า ภู มาจาก ภูเขา และชื่อ กระดึง มาจากคำว่า กระดิ่ง ในภาษาพื้นเมืองของจังหวัดเลย ด้วยเหตุนี้ ภูกระดึง จึงอาจแปลได้ว่า ระฆังใหญ่ ชื่อนี้มาจากเรื่องเล่าที่ว่าในวันพระ ชาวบ้านมักได้ยินเสียงกระดิ่งหรือระฆังจากภูเขาลูกนี้เสมอ จึงเล่าต่อกันไปว่าเป็นระฆังของพระอินทร์

ส่วนการค้นพบความสวยงามของ ภูกระดึง ก็มีตำนานหรือเรื่องเล่าเช่นกัน โดยตำนานกล่าวว่ามีพรานป่าผู้หนึ่งได้พยายาม ล่ากระทิงซึ่งหลบหนีไปยังยอดเขาลูกหนึ่งในตำบลศรีฐาน (ปัจจุบันอยู่ในอำเภอภูกระดึง) ซึ่งเป็นภูเขาที่ไม่เคยมีใครขึ้นมาก่อน เมื่อนายพรานได้ตามกระทิงขึ้นไปบนยอดเขาแห่งนั้น ก็ได้พบว่าพื้นที่บนภูเขาลูกนั้น เต็มไปด้วยพื้นที่ราบกว้างใหญ่สวยงาม เต็มไปด้วยป่าสน พรรณไม้และสัตว์ป่านานาชนิด หลังจากนั้นมนุษย์ก็เริ่มรู้จักและเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับภูกระดึง